หน้าแรก · บทความ

ตั้งรหัสผ่านให้ปลอดภัยและเปิดยืนยันตัวตน 2 ชั้น (2FA) สำหรับอีเมล LINE Facebook และแอปธนาคาร

เผยแพร่ 3 พฤศจิกายน 2569 · ทีมงาน SpamInThai · อ้างอิงนโยบายการตรวจสอบข้อมูล

ตั้งรหัสผ่านให้ปลอดภัยและเปิดยืนยันตัวตน 2 ชั้น (2FA) สำหรับอีเมล LINE Facebook และแอปธนาคาร

คำตอบสั้น: ใช้รหัสผ่านที่ยาวและไม่ซ้ำกันในแต่ละบัญชี เก็บไว้ในตัวจัดการรหัสผ่าน แล้วเปิดการยืนยันตัวตนสองชั้น (2FA) หรือพาสคีย์ให้บัญชีที่สำคัญที่สุดก่อน คือ อีเมลหลัก บัญชี Apple หรือ Google ของมือถือ LINE และ Facebook ส่วนแอปธนาคารให้ตั้ง PIN ที่ไม่ซ้ำกับรหัสอื่นและใช้การสแกนใบหน้า และไม่ว่ากรณีใด ห้ามบอกรหัสยืนยันตัวตนกับคนที่โทรหรือทักมา

ทำไมบัญชีถึงถูกยึด ทั้งที่ไม่ได้บอกรหัสใคร

หลายคนคิดว่าบัญชีจะโดนแฮกได้ต้องมีคนเก่งคอมพิวเตอร์มาเจาะระบบ แต่ในชีวิตจริง บัญชีส่วนใหญ่หลุดด้วยวิธีที่ธรรมดากว่านั้นมาก

สองข้อแรกแก้ได้ด้วยรหัสที่ไม่ซ้ำและพาสคีย์ ข้อที่สามแก้ด้วยกฎ "รหัสยืนยันไม่บอกใคร" และข้อสุดท้ายแก้ด้วยวิธีตั้งรหัสที่อธิบายด้านล่าง ถ้าเคยมีเพื่อนทักมายืมเงินจากบัญชีที่ถูกแฮก คุณคงเห็นแล้วว่าผลกระทบไม่ได้อยู่ที่เจ้าของบัญชีคนเดียว (อ่านกรณีบัญชี LINE และ Facebook ถูกยึดแล้วยืมเงิน)

ตั้งรหัสผ่านแบบไหนดี: ยาว ไม่ซ้ำ และไม่ต้องจำเองทั้งหมด

คำแนะนำเดิมที่ว่าต้องมีตัวพิมพ์ใหญ่ ตัวเลข และสัญลักษณ์ ยังใช้ได้ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ความยาว และ ไม่ใช้ซ้ำ รหัสสั้นที่ซับซ้อนจำยาก และคนมักจะแก้ด้วยการใช้รหัสเดิมทุกที่ ซึ่งอันตรายกว่า

ตัวจัดการรหัสผ่าน: ทางออกของคนที่มีบัญชีหลายสิบบัญชี

คนทั่วไปมีบัญชีออนไลน์หลายสิบบัญชี การจำรหัสที่ไม่ซ้ำกันทั้งหมดเป็นไปไม่ได้ ตัวจัดการรหัสผ่าน (password manager) ช่วยสร้างรหัสสุ่มที่ยาวและจำไว้ให้ คุณจำแค่รหัสหลักหรือใช้ใบหน้าปลดล็อก

2FA และพาสคีย์: แต่ละแบบปลอดภัยแค่ไหน

การยืนยันตัวตนชั้นที่สองมีหลายรูปแบบ เรียงจากปลอดภัยน้อยไปมากได้ประมาณนี้

  1. รหัสทาง SMS ใช้ง่ายที่สุดแต่อ่อนที่สุด ถ้าเบอร์ถูกยึดด้วยซิมสวอป หรือคุณถูกหลอกให้อ่านรหัสให้ฟัง ชั้นนี้ก็หายไป
  2. ยืนยันผ่านแอปที่ล็อกอินอยู่ เช่น การกด "ใช่ ฉันเอง" บนมือถือที่ใช้บัญชีอยู่แล้ว ปลอดภัยกว่า SMS แต่ต้องอ่านให้ดีว่ากดยืนยันอะไร อย่ากดอนุญาตเมื่อคุณไม่ได้กำลังล็อกอิน
  3. แอปสร้างรหัส (authenticator) สร้างรหัสใหม่ทุกไม่กี่วินาทีในเครื่องของคุณ ไม่ผ่านเครือข่ายมือถือ จึงไม่ได้รับผลจากซิมสวอป แต่ยังถูกหลอกให้อ่านรหัสได้
  4. พาสคีย์หรือกุญแจความปลอดภัย ผูกกับชื่อเว็บไซต์จริง ใช้ในเว็บปลอมไม่ได้ และไม่มีรหัสให้บอกใคร จึงเป็นแบบที่ต้านการหลอกได้ดีที่สุดในปัจจุบัน

ไม่ว่าจะใช้แบบไหน ต้องเก็บ รหัสสำรอง (backup codes) ที่บริการให้มาตอนเปิด 2FA ไว้ในที่ปลอดภัย เช่น พิมพ์ใส่กระดาษเก็บในลิ้นชักที่บ้าน ถ้ามือถือหายหรือเสีย รหัสสำรองคือทางกลับเข้าบัญชีของคุณ

ตั้งค่าทีละบัญชี: อีเมล LINE Facebook และแอปธนาคาร

ชื่อเมนูอาจเปลี่ยนตามเวอร์ชันของแอป ถ้าหาไม่เจอ ให้ค้นในหน้าตั้งค่าด้วยคำว่า "ความปลอดภัย" "รหัสผ่าน" หรือ "ยืนยันตัวตน"

อีเมลหลัก (เช่น Gmail):

LINE:

Facebook และ Messenger:

แอปธนาคาร:

ลำดับความสำคัญ: ถ้ามีเวลาแค่ 30 นาที ทำอะไรก่อน

  1. นาทีที่ 1-10: เปลี่ยนรหัสอีเมลหลักให้ยาวและไม่ซ้ำ เปิด 2FA หรือพาสคีย์ เก็บรหัสสำรอง
  2. นาทีที่ 10-15: ทำแบบเดียวกันกับบัญชี Google หรือ Apple ID ของมือถือ (ถ้าเป็นบัญชีเดียวกับอีเมลหลักก็ข้ามได้)
  3. นาทีที่ 15-20: LINE: ตรวจอีเมลที่ลงทะเบียน ตรวจอุปกรณ์ที่ล็อกอิน ปิดการล็อกอินจากอุปกรณ์อื่นถ้าไม่ใช้
  4. นาทีที่ 20-25: Facebook: เปิด 2FA หรือพาสคีย์ในศูนย์บัญชี ออกจากระบบอุปกรณ์ที่ไม่รู้จัก
  5. นาทีที่ 25-30: แอปธนาคาร: เปลี่ยน PIN ที่ซ้ำกับรหัสอื่น เปิดสแกนใบหน้าและแจ้งเตือน

หลังจากนั้นค่อยทยอยเปลี่ยนรหัสบัญชีอื่นๆ เช่น แอปช้อปปิ้ง แอปส่งอาหาร และบริการที่ผูกบัตรไว้ ให้ตัวจัดการรหัสผ่านสร้างรหัสใหม่ให้ทีละบัญชีเมื่อคุณล็อกอินครั้งถัดไป

บทหลอกขอรหัสยืนยันที่ควรรู้ (เรียบเรียงใหม่)

ต่อให้ตั้งค่าดีแค่ไหน ถ้าบอกรหัสยืนยันให้คนอื่น ชั้นป้องกันก็หายไปทันที ตัวอย่างข้อความที่พบบ่อยมีลักษณะประมาณนี้

กฎข้อเดียวที่ใช้ได้ทุกกรณี: รหัสยืนยันตัวตนใช้กรอกเองในแอปหรือเว็บที่คุณเปิดเองเท่านั้น ไม่มีเหตุผลใดที่ต้องบอกรหัสนี้กับคนอื่น ถ้าสายที่ขอรหัสโทรมาจากเบอร์ที่ไม่รู้จัก ให้เช็คเบอร์และรายงานเบอร์เพื่อเตือนคนอื่น

ถ้าคิดว่ารหัสหลุดไปแล้ว

คำถามที่พบบ่อย

2FA คืออะไร

การยืนยันตัวตนสองชั้น คือการเข้าสู่ระบบที่ต้องใช้สองอย่าง เช่น รหัสผ่านที่คุณรู้ บวกกับรหัสจากแอปหรือมือถือที่คุณถืออยู่ ถ้ามีคนได้รหัสผ่านไป เขายังเข้าบัญชีไม่ได้ถ้าไม่มีชั้นที่สอง

รหัส 2FA ทาง SMS ปลอดภัยพอไหม

ดีกว่าไม่มี แต่ SMS ถูกดักหรือถูกหลอกขอได้ และถ้าเบอร์ถูกยึดด้วยซิมสวอป รหัสก็ไปอยู่กับคนอื่น ถ้าบริการรองรับ ให้ใช้แอปยืนยันตัวตนหรือพาสคีย์แทน

พาสคีย์ (Passkey) ต่างจากรหัสผ่านอย่างไร

พาสคีย์เป็นกุญแจดิจิทัลที่เก็บในมือถือหรืออุปกรณ์ของคุณ ปลดล็อกด้วยใบหน้า ลายนิ้วมือ หรือรหัสหน้าจอ ไม่มีรหัสให้พิมพ์ จึงไม่มีอะไรให้มิจฉาชีพหลอกให้กรอกในเว็บปลอม

ใช้ตัวจัดการรหัสผ่านเสี่ยงไหม ถ้ามันโดนแฮก

ทุกวิธีมีความเสี่ยง แต่สำหรับคนทั่วไป ความเสี่ยงจากการใช้รหัสเดียวกันทุกเว็บสูงกว่ามาก ให้เลือกตัวจัดการที่มากับระบบหรือที่มีชื่อเสียง ตั้งรหัสหลักที่ยาว และเปิด 2FA ให้บัญชีที่เก็บรหัสด้วย

ถ้ามีคนโทรมาขอรหัส 2FA บอกได้ไหม

ไม่ได้ ไม่ว่าเขาจะอ้างเป็นธนาคาร ค่ายมือถือ หรือแพลตฟอร์มใด บริษัทจริงไม่มีเหตุให้ขอรหัสยืนยันตัวตนทางโทรศัพท์หรือแชท

อ่านต่อ: บัญชี LINE/Facebook ถูกแฮกแล้วยืมเงิน · ซิมสวอปและ OTP · SMS ปลอมจากธนาคาร