ถูกสั่งให้วิดีโอคอลค้างไว้ ห้ามวางสาย ห้ามบอกใคร ให้ไปพักโรงแรมคนเดียว = แก๊งคอลเซ็นเตอร์ "กักตัวออนไลน์" รู้ทันและวิธีช่วยคนที่กำลังโดน

คำตอบสั้น: ถ้ามีคนอ้างเป็นตำรวจ เจ้าหน้าที่ หรือพนักงานค่ายมือถือ แล้วสั่งให้คุณเปิดวิดีโอคอลค้างไว้ ห้ามวางสาย ห้ามบอกครอบครัว ให้ย้ายไปอยู่โรงแรมหรือห้องเช่าคนเดียว รายงานทุกการเคลื่อนไหว และโอนเงิน "เพื่อตรวจสอบ" นั่นคือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ใช้วิธี กักตัวออนไลน์ ไม่ใช่การสอบสวนจริง เจ้าหน้าที่รัฐไม่สอบสวนคดีหรือสั่งให้โอนเงินผ่านวิดีโอคอลหรือ LINE สิ่งที่ต้องทำคือวางสายทันที ออกจากห้อง แล้วโทรหาคนที่ไว้ใจ ถ้าคุณเป็นคนในครอบครัวที่ติดต่อลูกหลานไม่ได้และได้รับข้อความขู่ ให้แจ้งตำรวจ 191 ก่อนโอนเงินใดๆ
"กักตัวออนไลน์" คืออะไร ต่างจากสายตำรวจปลอมทั่วไปอย่างไร
สายอ้างเป็นตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ที่บอกว่าคุณพัวพันคดีฟอกเงินมีมานานแล้ว (อ่านรายละเอียดบทพูดได้ในสายอ้างเป็นตำรวจ DSI ปปง.) แต่ช่วงปี 2568 ถึง 2569 มีข่าวการช่วยเหลือเหยื่อหลายรายที่ไปไกลกว่านั้น คือแก๊งไม่ได้แค่หลอกให้โอนเงินในสายเดียวจบ แต่ ควบคุมชีวิตของเหยื่อต่อเนื่องเป็นวัน ผ่านกล้องโทรศัพท์
ลักษณะร่วมของกรณีเหล่านี้คือ
- เหยื่อถูกสั่งให้เปิดวิดีโอคอลค้างไว้แทบตลอดเวลา บางรายถูกสั่งให้แชร์หน้าจอโทรศัพท์ด้วย
- ห้ามติดต่อพ่อแม่ เพื่อน หรือใครก็ตาม โดยอ้างว่าเป็น "ความลับทางคดี"
- ถูกสั่งให้ออกจากบ้านหรือหอพัก ไปเช่าโรงแรม รีสอร์ต หรือห้องรายวันอยู่คนเดียว บางรายถูกย้ายที่พักหลายครั้ง
- ต้องรายงานว่าจะไปไหน ทำอะไร กินข้าวหรือเข้าห้องน้ำก็ต้องบอก
- สุดท้ายถูกสั่งให้หาเงินมาโอน ทั้งเงินของตัวเอง เงินที่ขอจากพ่อแม่ด้วยเหตุผลที่แก๊งแต่งให้ หรือแม้แต่ขายทรัพย์สินของครอบครัว
ในบางกรณีแก๊งยังพัฒนาต่อเป็นสิ่งที่ตำรวจเรียกว่า การลักพาตัวเสมือน คือสั่งให้เหยื่อถ่ายภาพตัวเองในสภาพเหมือนถูกมัดหรือถูกทำร้าย แล้วส่งให้ครอบครัวเพื่อเรียกค่าไถ่ ทั้งที่ในห้องไม่มีคนร้ายอยู่เลย มีแต่เหยื่อคนเดียวกับโทรศัพท์ที่เปิดกล้องค้างไว้ จากข่าวที่ตำรวจเปิดเผย กลุ่มที่ตกเป็นเป้าหมายบ่อยคือนักศึกษาที่อยู่หอพักห่างบ้าน แต่ไม่ได้จำกัดแค่วัยรุ่น คนทำงานและผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวก็โดนได้
ขั้นตอนการหลอก ทีละขั้น
ตัวอย่างข้างล่างเราเรียบเรียงขึ้นเองจากรูปแบบที่ปรากฏในคำเตือนของตำรวจและข่าวการช่วยเหลือเหยื่อ ไม่ใช่บทสนทนาจริงของคดีใดคดีหนึ่ง
- เปิดด้วยเรื่องที่ไม่น่ากลัว: สายแรกมักอ้างเป็นพนักงานค่ายมือถือหรือบริษัทขนส่ง เช่น "บัตรประชาชนของคุณถูกนำไปเปิดซิมที่ใช้ส่งข้อความหลอกลวง" หรือในบางกรณีเป็นข่าวดี เช่น ได้ทุนการศึกษาต่างประเทศ พร้อมเอกสารที่มีตราครุฑหรือตรามหาวิทยาลัยปลอม
- โอนสายไปหา "ตำรวจ": เมื่อเหยื่อปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง ปลายสายเสนอให้คุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดที่อยู่ไกล แล้วให้แอดไลน์เพื่อ "ให้ปากคำ"
- วิดีโอคอลพร้อมฉากปลอม: คนในกล้องแต่งเครื่องแบบ มีฉากหลังเหมือนห้องทำงานสถานีตำรวจ ส่งรูปบัตรเจ้าหน้าที่ หมายจับ หรือเอกสารคดียาเสพติดและฟอกเงินที่มีชื่อเหยื่อ
- ประกาศ "ควบคุมตัวทางออนไลน์": บอกว่าเหยื่อเป็นผู้ต้องสงสัย แต่ "เพื่ออำนวยความสะดวก" จะให้ควบคุมตัวผ่านวิดีโอแทนการมาสถานี มีเงื่อนไขว่าห้ามวางสาย ห้ามปิดกล้อง ห้ามบอกใคร ถ้าฝ่าฝืนจะถูกจับทันที
- ตัดขาดจากคนรอบตัว: อ้างว่าคนในครอบครัวหรือเพื่อนอาจเป็นผู้ร่วมขบวนการ หรือตำรวจท้องที่อาจรับสินบน จึงห้ามไปสถานีใกล้บ้าน แล้วสั่งให้ไปเช่าห้องพักคนเดียว บางรายถูกบอกให้ปิดเสียงโทรศัพท์จากเบอร์อื่นหรือบล็อกพ่อแม่
- เฝ้าดูตลอด 24 ชั่วโมง: ให้วางโทรศัพท์ในมุมที่เห็นตัวเหยื่อ ให้รายงานทุกครั้งที่ลุกไปไหน คืนแรกเหยื่ออาจแทบไม่ได้นอน ซึ่งยิ่งทำให้คิดอะไรไม่ออก
- ให้หาเงินมา "ตรวจสอบ": สั่งให้โอนเงินทุกบัญชีไปยังบัญชีที่อ้างว่าเป็นบัญชีพักของรัฐ หรือให้โทรขอเงินพ่อแม่ด้วยเรื่องที่แต่งให้ เช่น ค่าวีซ่าเรียนต่อ ค่าลงทะเบียน โดยมีคนในกล้องคอยฟังว่าพูดตามบทหรือไม่
- รีดซ้ำหรือเรียกค่าไถ่: เมื่อเงินของเหยื่อหมด บางแก๊งเปลี่ยนเป้าไปที่ครอบครัว ส่งภาพเหยื่อในสภาพน่าตกใจ แล้วอ้างว่าจับตัวไว้ ให้โอนค่าไถ่
ตัวอย่างประโยคที่พบบ่อย (เขียนขึ้นเพื่อให้เห็นภาพ): "ตอนนี้คุณอยู่ระหว่างการควบคุมตัวทางออนไลน์ ห้ามปิดกล้อง ห้ามวางสาย ถ้าคุณติดต่อใครโดยไม่ได้รับอนุญาต เราจะถือว่าคุณหลบหนีและส่งชุดจับกุมไปทันที เพื่อความปลอดภัยของคุณเอง ให้ไปเปิดห้องพักที่เราบอก แล้วรายงานตัวทุกชั่วโมง" ประโยคนี้ไม่มีอยู่ในกระบวนการยุติธรรมจริง
ทำไมคนฉลาดก็ยังทำตาม: กลไกทางจิตใจที่แก๊งใช้
คนที่ไม่เคยเจอมักคิดว่า "ถ้าเป็นเรา คงวางสายไปแล้ว" แต่เหยื่อในข่าวมีทั้งนักศึกษามหาวิทยาลัยและคนทำงาน การกักตัวออนไลน์ได้ผลเพราะใช้หลายกลไกซ้อนกัน
- ความกลัวต่ออำนาจ: เครื่องแบบ ยศ ตราครุฑ และศัพท์กฎหมาย ทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าต้องเชื่อฟัง และไม่กล้าตั้งคำถามกับ "เจ้าหน้าที่"
- การแยกตัว: เมื่อไม่มีใครให้ปรึกษา คนเราจะเชื่อข้อมูลจากแหล่งเดียวที่ได้ยิน การห้ามบอกครอบครัวจึงเป็นหัวใจของมุกนี้ ไม่ใช่รายละเอียดเล็กๆ
- ความกดดันด้านเวลาและความเหนื่อย: การให้คุยต่อเนื่องเป็นชั่วโมง ไม่ได้กินไม่ได้นอน ทำให้สมองส่วนที่ใช้คิดอย่างมีเหตุผลทำงานแย่ลง การตัดสินใจจะเป็นไปตามคำสั่งมากกว่าการไตร่ตรอง
- เอกสารและฉากปลอม: หลักฐานที่ "เห็นกับตา" แม้จะปลอม ก็ทำให้รู้สึกว่าเรื่องนี้มีมูล ยิ่งมีชื่อและเลขบัตรประชาชนของเหยื่อถูกต้อง ยิ่งดูน่าเชื่อ ทั้งที่ข้อมูลเหล่านี้อาจรั่วมาจากที่อื่น
- ความอับอายและความรู้สึกผิด: เมื่อทำตามไปแล้วระยะหนึ่ง เหยื่อมักกลัวว่าจะถูกพ่อแม่ตำหนิ จึงยิ่งไม่กล้าขอความช่วยเหลือ แก๊งก็ใช้ความรู้สึกนี้กดดันต่อ
- ทำทีละนิด: คำสั่งแรกเล็กมาก เช่น ขอให้แอดไลน์ แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้น จนถึงขั้นย้ายที่พักหรือขายทรัพย์สิน เมื่อทำตามไปหลายขั้นแล้ว การหยุดกลางทางจะรู้สึกยากขึ้น
สิ่งที่ตำรวจย้ำในข่าวการช่วยเหลือคือ อย่าโทษเหยื่อ คนที่ถูกกักตัวออนไลน์ต้องการคนดึงออกมาอย่างใจเย็น ไม่ใช่คำต่อว่า
ข้อเท็จจริงที่ต้องจำ: เจ้าหน้าที่จริงไม่ทำแบบนี้
จากคำเตือนที่ตำรวจเผยแพร่ผ่านสื่อในคดีกลุ่มนี้ สรุปเป็นหลักที่จำง่ายได้ดังนี้
- หน่วยงานรัฐไม่สอบสวนคดีหรือสั่งให้โอนเงินผ่านโทรศัพท์หรือ LINE และไม่มีการ "ควบคุมตัวทางออนไลน์" โดยให้ผู้ต้องสงสัยเปิดกล้องค้างไว้
- ไม่มีการโอนเงินเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ตำรวจเคยระบุชัดว่าใครก็ตามที่ให้โอนเงินไปตรวจสอบคือมิจฉาชีพ
- ไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนห้ามคุณบอกครอบครัว ห้ามปรึกษาทนาย หรือห้ามไปสถานีตำรวจใกล้บ้าน ถ้าคุณถูกห้ามไม่ให้ไปหาตำรวจตัวจริง นั่นคือคำตอบในตัวแล้ว
- ไม่มีกระบวนการที่สั่งให้ไปเช่าโรงแรมอยู่คนเดียว หรือให้รายงานตัวผ่านวิดีโอทุกชั่วโมง
- เบอร์ที่โชว์ เครื่องแบบ บัตร และหมายจับในแชท ปลอมได้ทั้งหมด เบอร์โทรเข้าอาจถูกตั้งให้ดูเหมือนเบอร์หน่วยงาน (ดูเบอร์ VoIP 697 698) ส่วนวิดีโอก็อาจมีการตัดต่อหรือใช้ AI ซึ่งอธิบายไว้ในAI ปลอมเสียงและวิดีโอคอลปลอม
ถ้าคุณกังวลจริงๆ ว่าอาจมีชื่อในคดี ทางที่ปลอดภัยคือวางสาย แล้วไปถามที่สถานีตำรวจใกล้บ้านด้วยตัวเอง หรือโทรสายด่วนตำรวจ 1599 จากเบอร์ที่คุณกดเอง การวางสายไม่ทำให้ใครมีความผิดเพิ่ม
สัญญาณอันตราย: เช็กลิสต์สำหรับตัวเองและคนรอบข้าง
ถ้าคุณกำลังคุยอยู่ เจอข้อใดข้อหนึ่งให้หยุดและวางสาย
- ถูกสั่งให้เปิดกล้องค้างไว้ หรือให้แชร์หน้าจอโทรศัพท์
- ถูกบอกว่าห้ามวางสาย ถ้าวางจะถูกจับหรือถูกออกหมาย
- ถูกห้ามบอกพ่อแม่ คู่ครอง เพื่อน หรือที่ทำงาน
- ถูกสั่งให้ย้ายไปอยู่ที่อื่นคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม รีสอร์ต หรือห้องรายวัน
- ถูกขอให้โอนเงิน ซื้อทอง ซื้อคริปโต หรือขายทรัพย์สิน "เพื่อตรวจสอบ"
- ถูกสั่งให้พูดกับครอบครัวตามบทที่ปลายสายเตรียมให้
- ถูกขอให้ถ่ายรูปตัวเองในสภาพแปลกๆ หรือถอดเสื้อผ้าเพื่อ "ตรวจร่างกาย"
ถ้าคุณเป็นคนรอบข้าง สังเกตคนที่คุณรู้จักว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่
- ติดต่อไม่ได้กะทันหัน หรือรับสายแล้วพูดสั้นๆ เหมือนมีคนฟังอยู่
- ขอเงินด่วนด้วยเหตุผลที่ไม่เคยพูดถึงมาก่อน เช่น ค่าวีซ่า ค่าลงทะเบียน ค่าดำเนินการ และไม่ยอมเล่ารายละเอียด
- ออกจากหอพักหรือบ้านไปโดยไม่บอกใคร หรือบอกว่าไปพักที่อื่นชั่วคราว
- ถือโทรศัพท์ไว้ตลอด หันกล้องเข้าหาตัว ใส่หูฟังข้างเดียวไม่ยอมถอด
- ดูเครียด หวาดระแวง ไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้โทรศัพท์
ในข่าวการช่วยเหลือหลายราย จุดเริ่มต้นคือเพื่อนหรือรุ่นพี่ที่สังเกตว่าติดต่อไม่ได้แล้วแจ้งอาจารย์ ครอบครัว หรือตำรวจ ความผิดปกติเล็กๆ จึงไม่ควรมองข้าม
ครอบครัว เพื่อน และพนักงานโรงแรมช่วยอย่างไร (มีบทพูดให้ใช้)
คนที่ถูกกักตัวออนไลน์มักกลัวมากจนไม่กล้าวางสาย ถ้าเข้าไปเถียงต่อหน้ากล้อง แก๊งอาจสั่งให้เหยื่อหนีหรือปิดประตู วิธีที่ได้ผลคือใจเย็น ให้ความปลอดภัย และ ตัดการเชื่อมต่อ เป็นอันดับแรก
ขั้นตอนสำหรับครอบครัวหรือเพื่อน
- ถ้าติดต่อไม่ได้และได้รับข้อความขอเงินหรือค่าไถ่: อย่าเพิ่งโอน ให้ขอพูดกับคนนั้นโดยตรง โทรหาเพื่อนร่วมห้อง หอพัก มหาวิทยาลัย หรือที่ทำงานของเขา แล้วแจ้งตำรวจ 191 พร้อมข้อมูลว่าเห็นเขาครั้งสุดท้ายที่ไหน ใช้รถหรือแอปเรียกรถหรือไม่ ข้อมูลการเดินทางช่วยให้ตำรวจตามตัวได้เร็วขึ้น
- ถ้าได้คุยกับเขา: พูดน้ำเสียงสงบ ไม่ตำหนิ
- ถ้าอยู่ต่อหน้า: ขอให้วางโทรศัพท์ลง หรือปิด Wi-Fi และข้อมูลมือถือ แล้วพาออกจากห้องไปที่ที่มีคน
- หลังตัดสายได้แล้ว: อยู่ด้วยกัน อย่าปล่อยให้อยู่คนเดียว เพราะแก๊งมักโทรกลับมาจากเบอร์ใหม่ ช่วยกันจดเลขบัญชีที่โอนไปและเก็บหลักฐาน แล้วไปขั้นตอนในหัวข้อถัดไป
บทพูดเมื่อได้คุยกับคนที่กำลังโดน: "ฟังนะ เราไม่โกรธ และเธอไม่ได้ทำผิดอะไร ตำรวจจริงไม่สอบสวนผ่านวิดีโอคอลและไม่สั่งให้ใครอยู่คนเดียว คนในสายนั้นเป็นแก๊งหลอกลวง ตอนนี้วางโทรศัพท์ลงก่อน ไม่ต้องตอบเขา ถ้ามีคดีจริง เราจะไปโรงพักด้วยกัน" ถ้าเขายังกลัว ให้เสนอ "งั้นเราโทรหาสายด่วนตำรวจด้วยกันจากเครื่องนี้เลย ให้ตำรวจตัวจริงยืนยัน"
สำหรับพนักงานโรงแรม รีสอร์ต หรือห้องเช่ารายวัน
ข่าวหลายกรณีพบว่าเหยื่อเข้าพักคนเดียวและเจ้าหน้าที่ได้รับความร่วมมือจากพนักงานที่พักในการเข้าถึงห้อง พนักงานจึงเป็นด่านสำคัญ สังเกตแขกที่
- เช็กอินคนเดียว ถือโทรศัพท์เปิดกล้องคุยอยู่ตลอด ไม่ยอมวางแม้ตอนกรอกข้อมูล
- ดูหวาดกลัว ถามเรื่องห้องที่ไม่มีคนรบกวนหรือไม่ให้แม่บ้านเข้า
- ไม่ออกจากห้องเป็นวัน ไม่รับโทรศัพท์ห้อง หรือถามเรื่องการโอนเงินและตู้ ATM อย่างร้อนรน
บทพูดสำหรับพนักงาน: "ขอโทษนะคะ/ครับ ทางเราเป็นห่วง ช่วงนี้มีแก๊งที่อ้างเป็นตำรวจสั่งให้คนมาพักคนเดียวและเปิดวิดีโอคอลค้างไว้ ถ้ามีใครสั่งแบบนั้นอยู่ ตำรวจจริงไม่ทำแบบนี้ค่ะ/ครับ ถ้าต้องการโทรหาครอบครัว ใช้โทรศัพท์ของโรงแรมได้เลย" ถ้าแขกปฏิเสธแต่มีพฤติกรรมน่าห่วง ให้หัวหน้าเวรแจ้งตำรวจ 191 ไม่ควรพยายามแย่งโทรศัพท์หรือใช้กำลังเอง
ทำอะไรต่อ แยกตามสถานการณ์
- ยังอยู่ในสาย และยังไม่ได้โอน: วางสายเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องบอกลาหรืออธิบาย ปิดอินเทอร์เน็ตชั่วคราวถ้ารู้สึกว่าต้านแรงกดดันไม่ไหว ออกจากห้องไปที่มีคน แล้วโทรหาคนที่ไว้ใจ บล็อกเบอร์และบัญชี LINE ที่ติดต่อมา และรายงานเบอร์เพื่อเตือนคนอื่น
- ยังอยู่ในสาย และถูกสั่งให้โอนตอนนี้: หยุดทุกอย่าง ไม่มีเงื่อนไขไหนที่การโอนจะทำให้ "คดีจบ" ถ้าแอปธนาคารเปิดค้างอยู่ให้ปิด แล้ววางสาย
- โอนเงินไปแล้ว: ทุกนาทีสำคัญ โทร 1441 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (AOC) ซึ่งเปิด 24 ชั่วโมง หรือโทรธนาคารต้นทางผ่านเบอร์ทางการเพื่อขอระงับบัญชีปลายทาง จากนั้นแจ้งความออนไลน์ที่ thaipoliceonline.go.th หรือที่สถานีตำรวจ เก็บสลิป แชท ภาพหน้าจอ เบอร์ และชื่อบัญชี LINE ไว้ ทำตามเช็กลิสต์หลังโดนหลอกโอนเงิน
- ให้ภาพบัตรประชาชน เลขบัตร หรือข้อมูลส่วนตัวไป: ข้อมูลนี้อาจถูกใช้เปิดบัญชีหรือซิมในชื่อคุณ หรือใช้หลอกคุณซ้ำ ตรวจสอบเบอร์ที่ลงทะเบียนในชื่อคุณ แจ้งธนาคารให้เฝ้าระวัง และระวังสายที่อ้างข้อมูลนั้นเพื่อให้ดูน่าเชื่อ
- แชร์หน้าจอหรือติดตั้งแอปตามคำสั่ง: ปิดอินเทอร์เน็ตทันที ใช้เครื่องอื่นโทรหาธนาคารให้ระงับแอปธนาคาร เปลี่ยนรหัสผ่านสำคัญ แล้วลบแอปที่ไม่รู้จัก ดูวิธีละเอียดในแอปปลอมควบคุมเครื่อง
- ถูกสั่งให้ถ่ายรูปหรือคลิปตัวเอง: หยุดส่งเพิ่ม เก็บหลักฐานการสั่งไว้ แล้วแจ้งตำรวจ คุณเป็นผู้เสียหาย ไม่ใช่คนผิด
- ระวังรอบสอง: หลังจากนี้อาจมีคนติดต่อมาอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ช่วยตามเงินคืนได้ถ้าจ่ายค่าธรรมเนียมก่อน นั่นคือการหลอกซ้ำ
สายด่วนที่ควรรู้ (ตรวจสอบจากแหล่งข่าวและหน่วยงาน ณ เวลาเขียน)
- 191 แจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายกับตำรวจ ใช้เมื่อเชื่อว่ามีคนกำลังถูกควบคุมหรือหายตัว
- 1441 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (AOC) สำหรับขอระงับบัญชีและปรึกษาเมื่อโอนเงินไปแล้ว
- 1599 ศูนย์รับแจ้งเหตุสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำหรับสอบถามและตรวจสอบเรื่องที่อ้างว่าเป็นตำรวจ
ดูรายละเอียดช่องทางแจ้งเพิ่มเติมได้ในรวมสายด่วนแจ้งเหตุ 1441 1155 1212
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการป้องกันตัว ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย หากคุณกังวลว่ามีคดีความจริง ควรติดต่อสถานีตำรวจหรือทนายความโดยตรง การระงับบัญชีและการคืนเงินขึ้นอยู่กับขั้นตอนของธนาคารและเจ้าหน้าที่ในแต่ละกรณี สายด่วนและขั้นตอนอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบกับหน่วยงานอีกครั้ง
ป้องกันล่วงหน้า: ตกลงกันในครอบครัวก่อนเกิดเรื่อง
มุกกักตัวออนไลน์ได้ผลเพราะเหยื่อไม่กล้าติดต่อครอบครัว การป้องกันที่ดีที่สุดจึงเป็นการตกลงกันไว้ก่อนว่า "เรื่องแบบนี้บอกกันได้เสมอ"
- ตั้งกฎในบ้าน: ถ้ามีใครสั่งให้ห้ามบอกครอบครัว ให้บอกครอบครัวทันที เพราะคำสั่งนั้นคือสัญญาณว่าเป็นมิจฉาชีพ
- ตกลงรหัสลับ: ใช้คำที่คนนอกเดาไม่ได้ เวลามีข้อความขอเงินหรือข่าวร้ายให้ถามรหัสนี้ ถ้าตอบไม่ได้หรือไม่ยอมตอบ อย่าโอน
- สำหรับลูกที่อยู่หอพัก: แลกเบอร์เพื่อนร่วมห้อง รุ่นพี่ หรือเจ้าของหอไว้ จะได้มีคนให้ถามเมื่อติดต่อลูกไม่ได้ ตกลงกันว่าถ้าเงียบหายเกินเวลาที่กำหนด จะให้คนเหล่านี้ไปดู
- เรื่องทุนหรือเงินที่มหาวิทยาลัยขอ: ตรวจสอบกับมหาวิทยาลัยโดยตรงทุกครั้งผ่านเบอร์หรือเว็บไซต์ทางการ ไม่ใช่เบอร์หรือเพจที่อีกฝ่ายส่งมา
- ตั้งค่าโทรศัพท์: เปิดการคัดกรองสายที่ไม่รู้จัก (ดูวิธีตั้งค่า Android และ iPhone) หรือติดตั้งแอป SpamInThaiที่ขึ้นเตือนเมื่อเบอร์ที่โทรเข้ามีคนรายงาน และใช้หน้าเช็คเบอร์เมื่อสงสัย
บทสั้นๆ สำหรับพูดกับพ่อแม่ (หรือให้ลูกจำ): "ถ้ามีใครอ้างเป็นตำรวจ แล้วสั่งให้เปิดกล้องค้างไว้ ห้ามวางสาย ห้ามบอกลูก หรือให้ไปอยู่ที่ไหนคนเดียว นั่นคือแก๊งหลอกลวงแน่นอน ให้วางสายเลย ไม่ต้องกลัวว่าจะผิด แล้วโทรหาลูกทันที ลูกไม่โกรธ ไม่ว่า ต่อให้โอนเงินไปแล้วก็ให้บอก ยิ่งบอกเร็วยิ่งช่วยได้" แนะนำให้พูดซ้ำแบบเล่นบทบาทสมมติสักครั้ง ให้พ่อแม่ได้ฝึกพูดว่า "จะไปติดต่อที่โรงพักเอง" แล้ววางสาย ดูเทคนิคเพิ่มในคู่มือป้องกันพ่อแม่ผู้สูงอายุจากมิจฉาชีพ
สรุปให้จำง่าย
- เปิดกล้องค้างไว้ ห้ามวางสาย ห้ามบอกใคร ให้ไปอยู่คนเดียว = แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ไม่ใช่ตำรวจ
- เจ้าหน้าที่รัฐไม่สอบสวนคดีหรือสั่งโอนเงินผ่านวิดีโอคอลหรือ LINE
- วางสายได้เสมอ ไม่มีความผิด แล้วตรวจสอบด้วยการไปโรงพักหรือโทร 1599 เอง
- ถ้าคนที่คุณรักหายตัวและมีข้อความเรียกเงิน แจ้ง 191 ก่อนโอน
- ถ้าโอนไปแล้ว โทร 1441 หรือธนาคารทันที และอย่าโทษตัวเองหรือโทษเหยื่อ
ดูภาพรวมวิธีรับมือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทุกรูปแบบได้ที่คู่มือรับมือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และอ่านวิธีการตรวจสอบข้อมูลของเราได้ที่นโยบายการตรวจสอบข้อมูล
คำถามที่พบบ่อย
ตำรวจจริงสอบสวนผ่านวิดีโอคอล หรือสั่งให้เปิดกล้องค้างไว้ได้ไหม
ไม่ใช่วิธีทำงานของเจ้าหน้าที่ ตำรวจเตือนซ้ำหลายครั้งว่าหน่วยงานรัฐไม่สอบสวนคดีหรือสั่งให้โอนเงินผ่านโทรศัพท์หรือ LINE และไม่มีเหตุผลที่ต้องเฝ้าดูใครผ่านกล้องตลอดเวลา ถ้ามีคนสั่งแบบนี้ให้ถือว่าเป็นมิจฉาชีพและวางสาย
ถ้าวางสายไปแล้ว จะโดนออกหมายจับจริงไหม
ไม่จริง การวางสายไม่ใช่ความผิด คำขู่ว่าวางสายแล้วจะถูกจับเป็นเครื่องมือของแก๊งเพื่อไม่ให้คุณมีเวลาคิดหรือถามใคร ถ้ากังวลว่ามีคดีจริง ให้ไปถามที่สถานีตำรวจใกล้บ้านหรือโทรสายด่วนตำรวจ 1599 ด้วยตัวเอง
ครอบครัวได้รับรูปหรือคลิปว่าลูกถูกจับตัว ต้องโอนค่าไถ่ ควรทำอย่างไร
อย่าเพิ่งโอน ให้ขอคุยกับลูกโดยตรงและติดต่อเพื่อนหรือที่พักของลูก พร้อมแจ้งตำรวจทันทีที่ 191 หลายกรณีที่ตำรวจช่วยได้เป็นการลักพาตัวเสมือน คือเหยื่อถูกหลอกให้อยู่คนเดียวและถ่ายภาพเอง แต่ไม่มีคนร้ายอยู่ในห้อง
พนักงานโรงแรมสังเกตเห็นแขกที่ดูเหมือนกำลังโดนหลอก ทำอะไรได้บ้าง
เข้าไปทักอย่างสุภาพ ถามว่าปลอดภัยไหม เสนอให้ใช้โทรศัพท์ของโรงแรมโทรหาครอบครัว และถ้าแขกดูหวาดกลัว ไม่ยอมออกจากห้อง หรือพูดถึงคดีและการโอนเงิน ให้แจ้งตำรวจ 191 เพื่อให้เจ้าหน้าที่จริงเข้ามาช่วย
โอนเงินไปแล้วระหว่างถูกกักตัว ยังมีทางได้คืนไหม
มีโอกาสมากขึ้นถ้าแจ้งเร็ว ให้ออกจากสายแล้วโทร 1441 หรือโทรธนาคารเพื่อขอระงับบัญชีปลายทาง จากนั้นแจ้งความ แต่การได้เงินคืนขึ้นอยู่กับว่าเงินยังเหลือในบัญชีหรือไม่และขั้นตอนของแต่ละคดี ไม่มีใครรับประกันได้
อ่านต่อ: สายอ้างเป็นตำรวจ DSI ปปง. · AI ปลอมเสียง วิดีโอคอลปลอม · โดนหลอกโอนเงิน ต้องทำอะไร · คู่มือรับมือแก๊งคอลเซ็นเตอร์