หน้าแรก · บทความ

ถูกสั่งให้วิดีโอคอลค้างไว้ ห้ามวางสาย ห้ามบอกใคร ให้ไปพักโรงแรมคนเดียว = แก๊งคอลเซ็นเตอร์ "กักตัวออนไลน์" รู้ทันและวิธีช่วยคนที่กำลังโดน

เผยแพร่ 3 พฤศจิกายน 2569 · ทีมงาน SpamInThai · อ้างอิงนโยบายการตรวจสอบข้อมูล

ถูกสั่งให้วิดีโอคอลค้างไว้ ห้ามวางสาย ห้ามบอกใคร ให้ไปพักโรงแรมคนเดียว = แก๊งคอลเซ็นเตอร์ "กักตัวออนไลน์" รู้ทันและวิธีช่วยคนที่กำลังโดน

คำตอบสั้น: ถ้ามีคนอ้างเป็นตำรวจ เจ้าหน้าที่ หรือพนักงานค่ายมือถือ แล้วสั่งให้คุณเปิดวิดีโอคอลค้างไว้ ห้ามวางสาย ห้ามบอกครอบครัว ให้ย้ายไปอยู่โรงแรมหรือห้องเช่าคนเดียว รายงานทุกการเคลื่อนไหว และโอนเงิน "เพื่อตรวจสอบ" นั่นคือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ใช้วิธี กักตัวออนไลน์ ไม่ใช่การสอบสวนจริง เจ้าหน้าที่รัฐไม่สอบสวนคดีหรือสั่งให้โอนเงินผ่านวิดีโอคอลหรือ LINE สิ่งที่ต้องทำคือวางสายทันที ออกจากห้อง แล้วโทรหาคนที่ไว้ใจ ถ้าคุณเป็นคนในครอบครัวที่ติดต่อลูกหลานไม่ได้และได้รับข้อความขู่ ให้แจ้งตำรวจ 191 ก่อนโอนเงินใดๆ

"กักตัวออนไลน์" คืออะไร ต่างจากสายตำรวจปลอมทั่วไปอย่างไร

สายอ้างเป็นตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ที่บอกว่าคุณพัวพันคดีฟอกเงินมีมานานแล้ว (อ่านรายละเอียดบทพูดได้ในสายอ้างเป็นตำรวจ DSI ปปง.) แต่ช่วงปี 2568 ถึง 2569 มีข่าวการช่วยเหลือเหยื่อหลายรายที่ไปไกลกว่านั้น คือแก๊งไม่ได้แค่หลอกให้โอนเงินในสายเดียวจบ แต่ ควบคุมชีวิตของเหยื่อต่อเนื่องเป็นวัน ผ่านกล้องโทรศัพท์

ลักษณะร่วมของกรณีเหล่านี้คือ

ในบางกรณีแก๊งยังพัฒนาต่อเป็นสิ่งที่ตำรวจเรียกว่า การลักพาตัวเสมือน คือสั่งให้เหยื่อถ่ายภาพตัวเองในสภาพเหมือนถูกมัดหรือถูกทำร้าย แล้วส่งให้ครอบครัวเพื่อเรียกค่าไถ่ ทั้งที่ในห้องไม่มีคนร้ายอยู่เลย มีแต่เหยื่อคนเดียวกับโทรศัพท์ที่เปิดกล้องค้างไว้ จากข่าวที่ตำรวจเปิดเผย กลุ่มที่ตกเป็นเป้าหมายบ่อยคือนักศึกษาที่อยู่หอพักห่างบ้าน แต่ไม่ได้จำกัดแค่วัยรุ่น คนทำงานและผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวก็โดนได้

ขั้นตอนการหลอก ทีละขั้น

ตัวอย่างข้างล่างเราเรียบเรียงขึ้นเองจากรูปแบบที่ปรากฏในคำเตือนของตำรวจและข่าวการช่วยเหลือเหยื่อ ไม่ใช่บทสนทนาจริงของคดีใดคดีหนึ่ง

  1. เปิดด้วยเรื่องที่ไม่น่ากลัว: สายแรกมักอ้างเป็นพนักงานค่ายมือถือหรือบริษัทขนส่ง เช่น "บัตรประชาชนของคุณถูกนำไปเปิดซิมที่ใช้ส่งข้อความหลอกลวง" หรือในบางกรณีเป็นข่าวดี เช่น ได้ทุนการศึกษาต่างประเทศ พร้อมเอกสารที่มีตราครุฑหรือตรามหาวิทยาลัยปลอม
  2. โอนสายไปหา "ตำรวจ": เมื่อเหยื่อปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง ปลายสายเสนอให้คุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดที่อยู่ไกล แล้วให้แอดไลน์เพื่อ "ให้ปากคำ"
  3. วิดีโอคอลพร้อมฉากปลอม: คนในกล้องแต่งเครื่องแบบ มีฉากหลังเหมือนห้องทำงานสถานีตำรวจ ส่งรูปบัตรเจ้าหน้าที่ หมายจับ หรือเอกสารคดียาเสพติดและฟอกเงินที่มีชื่อเหยื่อ
  4. ประกาศ "ควบคุมตัวทางออนไลน์": บอกว่าเหยื่อเป็นผู้ต้องสงสัย แต่ "เพื่ออำนวยความสะดวก" จะให้ควบคุมตัวผ่านวิดีโอแทนการมาสถานี มีเงื่อนไขว่าห้ามวางสาย ห้ามปิดกล้อง ห้ามบอกใคร ถ้าฝ่าฝืนจะถูกจับทันที
  5. ตัดขาดจากคนรอบตัว: อ้างว่าคนในครอบครัวหรือเพื่อนอาจเป็นผู้ร่วมขบวนการ หรือตำรวจท้องที่อาจรับสินบน จึงห้ามไปสถานีใกล้บ้าน แล้วสั่งให้ไปเช่าห้องพักคนเดียว บางรายถูกบอกให้ปิดเสียงโทรศัพท์จากเบอร์อื่นหรือบล็อกพ่อแม่
  6. เฝ้าดูตลอด 24 ชั่วโมง: ให้วางโทรศัพท์ในมุมที่เห็นตัวเหยื่อ ให้รายงานทุกครั้งที่ลุกไปไหน คืนแรกเหยื่ออาจแทบไม่ได้นอน ซึ่งยิ่งทำให้คิดอะไรไม่ออก
  7. ให้หาเงินมา "ตรวจสอบ": สั่งให้โอนเงินทุกบัญชีไปยังบัญชีที่อ้างว่าเป็นบัญชีพักของรัฐ หรือให้โทรขอเงินพ่อแม่ด้วยเรื่องที่แต่งให้ เช่น ค่าวีซ่าเรียนต่อ ค่าลงทะเบียน โดยมีคนในกล้องคอยฟังว่าพูดตามบทหรือไม่
  8. รีดซ้ำหรือเรียกค่าไถ่: เมื่อเงินของเหยื่อหมด บางแก๊งเปลี่ยนเป้าไปที่ครอบครัว ส่งภาพเหยื่อในสภาพน่าตกใจ แล้วอ้างว่าจับตัวไว้ ให้โอนค่าไถ่

ตัวอย่างประโยคที่พบบ่อย (เขียนขึ้นเพื่อให้เห็นภาพ): "ตอนนี้คุณอยู่ระหว่างการควบคุมตัวทางออนไลน์ ห้ามปิดกล้อง ห้ามวางสาย ถ้าคุณติดต่อใครโดยไม่ได้รับอนุญาต เราจะถือว่าคุณหลบหนีและส่งชุดจับกุมไปทันที เพื่อความปลอดภัยของคุณเอง ให้ไปเปิดห้องพักที่เราบอก แล้วรายงานตัวทุกชั่วโมง" ประโยคนี้ไม่มีอยู่ในกระบวนการยุติธรรมจริง

ทำไมคนฉลาดก็ยังทำตาม: กลไกทางจิตใจที่แก๊งใช้

คนที่ไม่เคยเจอมักคิดว่า "ถ้าเป็นเรา คงวางสายไปแล้ว" แต่เหยื่อในข่าวมีทั้งนักศึกษามหาวิทยาลัยและคนทำงาน การกักตัวออนไลน์ได้ผลเพราะใช้หลายกลไกซ้อนกัน

สิ่งที่ตำรวจย้ำในข่าวการช่วยเหลือคือ อย่าโทษเหยื่อ คนที่ถูกกักตัวออนไลน์ต้องการคนดึงออกมาอย่างใจเย็น ไม่ใช่คำต่อว่า

ข้อเท็จจริงที่ต้องจำ: เจ้าหน้าที่จริงไม่ทำแบบนี้

จากคำเตือนที่ตำรวจเผยแพร่ผ่านสื่อในคดีกลุ่มนี้ สรุปเป็นหลักที่จำง่ายได้ดังนี้

ถ้าคุณกังวลจริงๆ ว่าอาจมีชื่อในคดี ทางที่ปลอดภัยคือวางสาย แล้วไปถามที่สถานีตำรวจใกล้บ้านด้วยตัวเอง หรือโทรสายด่วนตำรวจ 1599 จากเบอร์ที่คุณกดเอง การวางสายไม่ทำให้ใครมีความผิดเพิ่ม

สัญญาณอันตราย: เช็กลิสต์สำหรับตัวเองและคนรอบข้าง

ถ้าคุณกำลังคุยอยู่ เจอข้อใดข้อหนึ่งให้หยุดและวางสาย

ถ้าคุณเป็นคนรอบข้าง สังเกตคนที่คุณรู้จักว่ามีอาการเหล่านี้หรือไม่

ในข่าวการช่วยเหลือหลายราย จุดเริ่มต้นคือเพื่อนหรือรุ่นพี่ที่สังเกตว่าติดต่อไม่ได้แล้วแจ้งอาจารย์ ครอบครัว หรือตำรวจ ความผิดปกติเล็กๆ จึงไม่ควรมองข้าม

ครอบครัว เพื่อน และพนักงานโรงแรมช่วยอย่างไร (มีบทพูดให้ใช้)

คนที่ถูกกักตัวออนไลน์มักกลัวมากจนไม่กล้าวางสาย ถ้าเข้าไปเถียงต่อหน้ากล้อง แก๊งอาจสั่งให้เหยื่อหนีหรือปิดประตู วิธีที่ได้ผลคือใจเย็น ให้ความปลอดภัย และ ตัดการเชื่อมต่อ เป็นอันดับแรก

ขั้นตอนสำหรับครอบครัวหรือเพื่อน

  1. ถ้าติดต่อไม่ได้และได้รับข้อความขอเงินหรือค่าไถ่: อย่าเพิ่งโอน ให้ขอพูดกับคนนั้นโดยตรง โทรหาเพื่อนร่วมห้อง หอพัก มหาวิทยาลัย หรือที่ทำงานของเขา แล้วแจ้งตำรวจ 191 พร้อมข้อมูลว่าเห็นเขาครั้งสุดท้ายที่ไหน ใช้รถหรือแอปเรียกรถหรือไม่ ข้อมูลการเดินทางช่วยให้ตำรวจตามตัวได้เร็วขึ้น
  2. ถ้าได้คุยกับเขา: พูดน้ำเสียงสงบ ไม่ตำหนิ
  3. ถ้าอยู่ต่อหน้า: ขอให้วางโทรศัพท์ลง หรือปิด Wi-Fi และข้อมูลมือถือ แล้วพาออกจากห้องไปที่ที่มีคน
  4. หลังตัดสายได้แล้ว: อยู่ด้วยกัน อย่าปล่อยให้อยู่คนเดียว เพราะแก๊งมักโทรกลับมาจากเบอร์ใหม่ ช่วยกันจดเลขบัญชีที่โอนไปและเก็บหลักฐาน แล้วไปขั้นตอนในหัวข้อถัดไป

บทพูดเมื่อได้คุยกับคนที่กำลังโดน: "ฟังนะ เราไม่โกรธ และเธอไม่ได้ทำผิดอะไร ตำรวจจริงไม่สอบสวนผ่านวิดีโอคอลและไม่สั่งให้ใครอยู่คนเดียว คนในสายนั้นเป็นแก๊งหลอกลวง ตอนนี้วางโทรศัพท์ลงก่อน ไม่ต้องตอบเขา ถ้ามีคดีจริง เราจะไปโรงพักด้วยกัน" ถ้าเขายังกลัว ให้เสนอ "งั้นเราโทรหาสายด่วนตำรวจด้วยกันจากเครื่องนี้เลย ให้ตำรวจตัวจริงยืนยัน"

สำหรับพนักงานโรงแรม รีสอร์ต หรือห้องเช่ารายวัน

ข่าวหลายกรณีพบว่าเหยื่อเข้าพักคนเดียวและเจ้าหน้าที่ได้รับความร่วมมือจากพนักงานที่พักในการเข้าถึงห้อง พนักงานจึงเป็นด่านสำคัญ สังเกตแขกที่

บทพูดสำหรับพนักงาน: "ขอโทษนะคะ/ครับ ทางเราเป็นห่วง ช่วงนี้มีแก๊งที่อ้างเป็นตำรวจสั่งให้คนมาพักคนเดียวและเปิดวิดีโอคอลค้างไว้ ถ้ามีใครสั่งแบบนั้นอยู่ ตำรวจจริงไม่ทำแบบนี้ค่ะ/ครับ ถ้าต้องการโทรหาครอบครัว ใช้โทรศัพท์ของโรงแรมได้เลย" ถ้าแขกปฏิเสธแต่มีพฤติกรรมน่าห่วง ให้หัวหน้าเวรแจ้งตำรวจ 191 ไม่ควรพยายามแย่งโทรศัพท์หรือใช้กำลังเอง

ทำอะไรต่อ แยกตามสถานการณ์

สายด่วนที่ควรรู้ (ตรวจสอบจากแหล่งข่าวและหน่วยงาน ณ เวลาเขียน)

ดูรายละเอียดช่องทางแจ้งเพิ่มเติมได้ในรวมสายด่วนแจ้งเหตุ 1441 1155 1212

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการป้องกันตัว ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย หากคุณกังวลว่ามีคดีความจริง ควรติดต่อสถานีตำรวจหรือทนายความโดยตรง การระงับบัญชีและการคืนเงินขึ้นอยู่กับขั้นตอนของธนาคารและเจ้าหน้าที่ในแต่ละกรณี สายด่วนและขั้นตอนอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบกับหน่วยงานอีกครั้ง

ป้องกันล่วงหน้า: ตกลงกันในครอบครัวก่อนเกิดเรื่อง

มุกกักตัวออนไลน์ได้ผลเพราะเหยื่อไม่กล้าติดต่อครอบครัว การป้องกันที่ดีที่สุดจึงเป็นการตกลงกันไว้ก่อนว่า "เรื่องแบบนี้บอกกันได้เสมอ"

บทสั้นๆ สำหรับพูดกับพ่อแม่ (หรือให้ลูกจำ): "ถ้ามีใครอ้างเป็นตำรวจ แล้วสั่งให้เปิดกล้องค้างไว้ ห้ามวางสาย ห้ามบอกลูก หรือให้ไปอยู่ที่ไหนคนเดียว นั่นคือแก๊งหลอกลวงแน่นอน ให้วางสายเลย ไม่ต้องกลัวว่าจะผิด แล้วโทรหาลูกทันที ลูกไม่โกรธ ไม่ว่า ต่อให้โอนเงินไปแล้วก็ให้บอก ยิ่งบอกเร็วยิ่งช่วยได้" แนะนำให้พูดซ้ำแบบเล่นบทบาทสมมติสักครั้ง ให้พ่อแม่ได้ฝึกพูดว่า "จะไปติดต่อที่โรงพักเอง" แล้ววางสาย ดูเทคนิคเพิ่มในคู่มือป้องกันพ่อแม่ผู้สูงอายุจากมิจฉาชีพ

สรุปให้จำง่าย

ดูภาพรวมวิธีรับมือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทุกรูปแบบได้ที่คู่มือรับมือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และอ่านวิธีการตรวจสอบข้อมูลของเราได้ที่นโยบายการตรวจสอบข้อมูล

คำถามที่พบบ่อย

ตำรวจจริงสอบสวนผ่านวิดีโอคอล หรือสั่งให้เปิดกล้องค้างไว้ได้ไหม

ไม่ใช่วิธีทำงานของเจ้าหน้าที่ ตำรวจเตือนซ้ำหลายครั้งว่าหน่วยงานรัฐไม่สอบสวนคดีหรือสั่งให้โอนเงินผ่านโทรศัพท์หรือ LINE และไม่มีเหตุผลที่ต้องเฝ้าดูใครผ่านกล้องตลอดเวลา ถ้ามีคนสั่งแบบนี้ให้ถือว่าเป็นมิจฉาชีพและวางสาย

ถ้าวางสายไปแล้ว จะโดนออกหมายจับจริงไหม

ไม่จริง การวางสายไม่ใช่ความผิด คำขู่ว่าวางสายแล้วจะถูกจับเป็นเครื่องมือของแก๊งเพื่อไม่ให้คุณมีเวลาคิดหรือถามใคร ถ้ากังวลว่ามีคดีจริง ให้ไปถามที่สถานีตำรวจใกล้บ้านหรือโทรสายด่วนตำรวจ 1599 ด้วยตัวเอง

ครอบครัวได้รับรูปหรือคลิปว่าลูกถูกจับตัว ต้องโอนค่าไถ่ ควรทำอย่างไร

อย่าเพิ่งโอน ให้ขอคุยกับลูกโดยตรงและติดต่อเพื่อนหรือที่พักของลูก พร้อมแจ้งตำรวจทันทีที่ 191 หลายกรณีที่ตำรวจช่วยได้เป็นการลักพาตัวเสมือน คือเหยื่อถูกหลอกให้อยู่คนเดียวและถ่ายภาพเอง แต่ไม่มีคนร้ายอยู่ในห้อง

พนักงานโรงแรมสังเกตเห็นแขกที่ดูเหมือนกำลังโดนหลอก ทำอะไรได้บ้าง

เข้าไปทักอย่างสุภาพ ถามว่าปลอดภัยไหม เสนอให้ใช้โทรศัพท์ของโรงแรมโทรหาครอบครัว และถ้าแขกดูหวาดกลัว ไม่ยอมออกจากห้อง หรือพูดถึงคดีและการโอนเงิน ให้แจ้งตำรวจ 191 เพื่อให้เจ้าหน้าที่จริงเข้ามาช่วย

โอนเงินไปแล้วระหว่างถูกกักตัว ยังมีทางได้คืนไหม

มีโอกาสมากขึ้นถ้าแจ้งเร็ว ให้ออกจากสายแล้วโทร 1441 หรือโทรธนาคารเพื่อขอระงับบัญชีปลายทาง จากนั้นแจ้งความ แต่การได้เงินคืนขึ้นอยู่กับว่าเงินยังเหลือในบัญชีหรือไม่และขั้นตอนของแต่ละคดี ไม่มีใครรับประกันได้

อ่านต่อ: สายอ้างเป็นตำรวจ DSI ปปง. · AI ปลอมเสียง วิดีโอคอลปลอม · โดนหลอกโอนเงิน ต้องทำอะไร · คู่มือรับมือแก๊งคอลเซ็นเตอร์